หลายปีที่ผ่านมา ถึงจะมีเหตุให้ต้องไปที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ แต่ก็น่าแปลกที่พัทยาหลุดรอดไปจากตารางอย่างไม่น่าเชื่อ เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ต้องถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เพราะที่บ้านตกลงใจกันว่าจะไปสำรวจห้างเปิดใหม่ “เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา” และโรงแรมเปิดใหม่ “ฮอลิเดย์อินน์” ที่เพิ่งเปิดทำการได้เพียงหนึ่งอาทิตย์ก่อนที่พวกเราจะไปกัน
เริ่มต้นออกเดินทางกันตอนเก้าโมงตรง ไปรับยายกับน้านุ แล้วก็ได้เวลาไปเที่ยวทะเลกัน :]
รู้ๆ กันอยู่ว่าครอบครัวนี้ ไปไหนไม่มีพลาดแวะเก็บนู่นนี่รายทาง สำหรับทริปนี้ ก็เริ่มกันที่ร้านอาหาร “ตำโชว์” ร้านที่เคยเป็นที่ตั้งของบริษัทเหมืองศรีมหาราชามาก่อน ร้านตั้งอยู่ริมน้ำ ด้านในตกแต่งอย่างเรียบๆ แต่เก๋ไก๋ด้วยเคาน์เตอร์หิน กับโถแก้วใส่น้ำสีแดง เขียวที่ตั้งโชว์อยู่บนเคาน์เตอร์เมื่อประกอบเข้ากับเพลงบอสซ่าโนว่าเบาๆ สไตล์ลิซ่า โอโนะที่เปิดเบาๆ แล้ว ก็ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว
สำหรับอาหารก็รสชาติดีทีเดียว ส้มตำไม่หวานมาก (ที่น่ารักคือพนักงานเข้าอกเข้าใจและไม่พยายามคะยั้นคะยอให้ใส่น้ำตาลลงไปสักนิดหน่อยเหมือนที่หลายๆ ร้านชอบทำ) ต้มยำก็รสชาติใช้ได้ แต่ที่อร่อยที่สุดต้องยกให้ยำปลาหมึกไข่เค็ม ที่ใส่ไข่เค็มแบบไม่งก ทำเอาแต่ละคนกินไปก็บ่นไปว่าคอเรสเตอรอลขึ้นแน่ๆ (แต่ก็ตักใส่ปากไม่ได้หยุดอยู่ดี)

โถแก้วกับน้ำสีสวยบนเคาน์เตอร์

ยำปลาหมึกไข่เค็ม

น้ำแดงมะนาวโซดา (สั่งมาชิมเผื่อคนรัก ;p)

หมูแดดเดียว

ข้าวเหนียวดำในกระติ๊บหน้าตาน่ารัก

ระฆังจิ๋วไว้ใช้เคาะเรียกพนักงาน, กิมมิคเล็กๆ ของทางร้าน
เมื่อท้องอิ่มกองทัพก็เคลื่อนพลกันต่อไป เราไปถึงโรงแรมกันตอนบ่ายสองโมง แต่พบว่าห้องยังไม่พร้อมให้เช็คอิน (ซึ่งพนักงานโรงแรมก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อเสนอใดๆ เป็นการทดแทน จนกระทั่งทางเราขอคุยกับผู้จัดการ จนในที่สุด ผู้จัดการ ซึ่งขอโทษขอโพยเป็นอย่างดี ก็จัดแจงอัพเกรดห้องให้เราหนึ่งห้อง เป็นห้อง executive suite) เราจึงไปเดินเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา และต่อด้วย “ตลาดน้ำสี่ภาค” เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา (และอารมณ์)
เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา ก็เหมือนกับสาขาอื่นๆ ของเซ็นทรัล คือ มีส่วนของพลาซ่าและส่วนของทางห้างฯ ซึ่งจะว่าง่ายๆ ก็คือ ไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก นอกจากว่าตระกูลจิราธิวัฒน์ได้ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่แล้ว เท่านั้นเอง
ส่วนตลาดน้ำนั้นจัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่”เพลิน” อยู่ไม่หยอก ร้านรวงมากมายมาตั้งขายของหลากหลายกันริมน้ำ แม้ว่าโดยมากจะเป็นลักษณะของบ้านกลางน้ำ แต่ก็มีพ่อค้าแม่ขายที่สมัครใจจะนำอาหาร เครื่องดื่มแปลกๆ ลงเรือมาล่องขายริมทะเลสาบอยู่บ้าง ใช่แล้ว อ่านกันไม่ผิดหรอก ทะเลสาบนั่นล่ะ ตลาดน้ำที่นี่ไม่ใช่คูคลองที่มีตามธรรมชาติ แต่เป็นทะเลสาบที่ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในพัทยา
ถึงจะสร้างมาไม่นาน แต่บรรยากาศก็ครึกครื้น มีทั้งอาหารพื้นถิ่นจากที่ต่างๆ เสื้อผ้าแบบไทยๆ ของที่ระลึก ขนมไทยโบราณ ผลหมากรากไม้ต่างๆ ให้เลือกมากมาย คนขายก็มากันจากหลากหลายภูมิภาคจริงๆ (มีร้านขายเครื่องประดับร้านหนึ่ง มาจากเกาะเกร็ด นนทบุรี, ชวนคุยไปมาก็พบว่า ตอนนี้ต้องปิดร้านที่เกาะเป็นการชั่วคราว เพราะน้ำท่วมไปเรียบร้อย แต่ก็หวังว่าจะกลับไปขายเร็วๆ นี้)

เดินเข้าไปก็เจอกับป้ายบอกชัดเจน

ใครใคร่ค้าช้างค้า (แต่นี่ไม่ได้ค้าช้าง!)

ร้านริมน้ำ

เฉาก๊วยเฮฮา (หวังใจว่ากินแล้วจะอารมณ์ดี)

อย่าขย่มและอย่ากระโดด (ลงจากสะพาน?)

พายเรือกันไป
แล้วในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ทางโรงแรมก็โทรมาบอกให้เราเช็คอินได้ตอนห้าโมงครึ่ง หิ้วกระเป๋าเข้าไปเสร็จสรรพก็ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย ถึงบริการจะไม่ค่อยน่าประทับใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าห้อง executive suite ที่ได้มานั้น สุดยอดจริงๆ เป็นห้องมุมขวาสุด อยู่บนชั้นสิบ ผนังด้านหนึ่งของห้องเป็นกระจกทั้งบาน ฉะนั้น เมื่อเปิดม่านออกไป ก็มองเห็นวิวทะเล โดยไม่มีระเบียงของห้องข้างๆ มาบังให้รกหูรกตาสักนิด ส่วนห้องน้ำ ก็มีทั้งส่วนที่เป็นฝักบัวให้ยืนอาบ และอ่างอาบน้ำ ซึ่งห้องน้ำนี่ล่ะ จุดเด่นของห้องที่นี่ เพราะพอเราลงไปแช่ในอ่าง แล้วมองออกไปด้านนอก ก็จะเห็นแสงไฟระยิบพราว เพราะกระจกริมอ่างก็เป็นกระจกใสทั้งบานเช่นกัน

อ่างอาบน้ำและกระจกใสบานใหญ่

ดูใกล้ๆ กันอีกรูป (ขออภัยที่ติดตากล้องมาด้วย ;p)
มื้อเย็น เราไปกินอาหารเกาหลีกันที่ร้าน”กายารัง” ซึ่งน่าเสียดายมากที่ความหิวทำให้ไม่มีรูปประกอบสักใบ เป็นร้านอาหารที่บริการอย่างสุดจิตสุดใจกันเลยทีเดียว พนักงานตอบเราทุกคำถาม ไม่ว่าเราจะตั้งคำถามซอกแซกปานใด (เช่น “ผักนี่มันผักอะไรน่ะ”, “น้ำจิ้มอันนี้กินกับอันไหน”, “เนื้อนี่สั่งมาจากที่ไหนเหรอ”) แถมยังย่างเนื้อให้ เติมกิมจิ (ซึ่งมีประมาณสิบกว่าแบบ) ให้ตลอดเวลา เอาเป็นว่า ใครสนใจจะไปเที่ยวพัทยา แล้วนึกอยากกินอาหารเกาหลีขึ้นมาแบบเฉียบพลัน ก็ติดต่อขอเบอร์ร้านกันได้ที่เจ้าของบล็อกค่ะ
มาทะเลเที่ยวนี้ ไม่ได้แตะทะเลสักนิด แต่ได้ไปว่ายน้ำในสระแบบอินฟินิตี้ ลงไปว่ายตอนกลางคืน รู้สึกโรแมนติกอย่างที่สุด ทั้งสระมีเพียงแค่ฉัน คู่รักสองคู่ (ซึ่งเป็นคู่เกย์เสียหนึ่ง) เท่านั้น มองออกไปก็เห็นพัทยายามค่ำคืน ลมก็พัดโชยมาเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ไม่ได้เอากล้องลงไปด้วย เลยแวบไปถ่ายรูปสระวันต่อมา ระหว่างที่ลงไปทานอาหารเช้าแทน เลยขอจบดื้อๆ ด้วยภาพสระน้ำของโรงแรม ที่ออกจะคนเยอะไปหน่อย แต่ก็แอบโรแมนติกอยู่ในใจคนเขียนก็แล้วกัน
